article

เภสัชกร (อังกฤษ: Pharmacists) คือผู้ที่มีวิชาชีพทางด้านสาธารณสุข (health profession) มีหน้าที่จ่ายยา ให้ผู้ป่วยตามใบสั่งยาจากแพทย์ (medical prescription) เภสัชกรจะต้องเป็นผู้มความรู้ความสามารถหลายสาขาโดยเฉพาะอย่างยิ่งทางด้านการแพทย์ไม่ว่าจะเป็นทางด้านคลินิก โรงพยาบาล และเภสัชชุมชนซึ่งจะต้องเป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วโลก ทางเลือกหนึ่งของวิชาชีพเภสัชกรคือการปฏิบัติงานในร้านขายยาซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเจ้าของร้านเอง (small business) ในงานด้านนี้เภสัชกรนอกจากจะมีความชำนาญในธุรกิจร้านค้าแล้วยังมีความรู้และข้อมูลการใช้ยาทั้งประสิทธิภาพและผลข้างเคียงของยา ตลอดจนการให้ข้อมูลความรู้ให้คำปรึกษาการใช้ยาแก่ชุมชนด้วย เภสัชกรบางครั้งเรียกว่านักเคมี เพราะในอดีตมีการให้ผู้สำเร็จการศึกษาในวิชาเคมีสาขาเภสัชกรรม (Pharmaceutical Chemistry (PhC)) มาเป็นเภสัชกรซึ่งเรียกกันว่านักเคมีเภสัชกรรม ("Pharmaceutical Chemists") โดยเฉพาะในประเทศอังกฤษ เช่น เครือข่ายร้านขายยาของบู๊ตส์เรียกเภสัชกรของบู๊ตส์ว่า "นักเคมีบูตส์" ('Boots The Chemist')

คุณสมบัติของเภสัชกร


ความต้องการขั้นพื้นฐานสำหรับการจดทะเบียน (registration) เป็นเภสัชกรรัอนุญาตคือจะต้อง ผู้ที่เรียนจบจากคณะเภสัชศาสตร์ในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ซึ่งจะได้รับปริญญาดังนี้ ระยะเวลาที่ใช้ในการสำเร็จการศึกษาจแตกต่างในแต่ละประเทศดังนี้
  1. ประเทศไทยใช้เวลา 5 ปี ได้ ภบ (BPharm) ต่ออีก 2 ปีได้ ภด (DPharm)
  2. สหภาพยุโรป (European Union) รวมถึงสหราชอาณาจักร เดิมเรียน 4 ปีได้ ภบ (BPharm) ปัจจุบันถูกแทนที่ด้วยเรียน 4 ปี ได้ ภม (MPharm) เลย
  3. ประเทศออสเตรเลียใช้เวลา 4 ปี ได้ ภบ (BPharm) ต่ออีก 2 ปีได้ ภม (MPharm)
  4. สหรัฐอเมริกาใช้เวลา 4 ปี ได้ ภบ (BPharm) ต่ออีก 2 ปีได้ ภด (DPharm) มีฐานะเทียบเท่า พบ (medical doctor (MD))

หลักสูตรการเรียนเภสัชศาสตร์


หลักสูตรมาตรฐานที่ใช้เรียนในคณะเภสัชศาสตร์ของมหาวิทยาลัยต่างๆมีดังนี้
  1. เภสัชภัณฑ์ (Pharmaceutics)
  2. เคมีเภสัชภัณฑ์ (Pharmaceutical chemistry) หรือเคมีเวชภัณฑ์ (Medicinal chemistry)
  3. เภสัชวิทยา (Pharmacology)
  4. จุลชีววิทยา (Microbiology)
  5. เคมี (chemistry)
  6. ชีวเคมี (Biochemistry)
  7. เภสัชพฤกษศาสตร์ (Pharmaceutical Botany)
  8. เภสัชวินิจฉัย (Pharmacognosy)
  9. เภสัชอุตสาหกรรม (Industrial Pharmacy)
  10. สรีรวิทยา (Physiology)
  11. กายวิภาคศาสตร์ (anatomy)
  12. อาหารเคมี (Foods Science)
  13. เภสัชกรรม (Pharmacy)
  14. กฎหมายยา (pharmacy law)
  15. ไคเนติก (kinetics)ของยา
  16. ไตวิทยา (nephrology)
  17. ตับวิทยา (hepatology)
  18. ปฏิบัติการเภสัชกรรม (Pharmacy practice) ประกอบด้วย ปฏิกิริยาระหว่างยา, การติดตามผลการใช้ยา (medicine monitoring) การบริหารการใช้ยา (medication management)

การจดทะเบียนเป็นเภสัชกร


เพื่อให้เกิดความปลอดภัยในการใช้ยาแก่ประชาชนทั่วไปประเทศต่างๆจึงได้กำหนดบุคคลที่จะมาเป็นเภสัชกรจะต้องถูกฝึกอบรมมาอย่างถูกต้องและพอเพียงโดยการจดทะเบียนซึ่งผู้ที่ได้รับการจดทะเบียนจะต้องมีคุณสมบัติและผ่านการสอบดังนี้
  1. ประเทศไทยผู้ที่ผ่านการศึกษาเภสัชศาสตร์และต้องการจะได้รับการจดทะเบียนเป็นเภสัชกรรับอนุญาตจะต้องผ่านการสอบรับใบอนุญาตประกอบโรคศิลป์สาขาเภสัชกรรมจากกระทรวงสาธารณะสุขก่อน
  2. ประเทศอังกฤษผู้ที่ผ่านการศึกษาเภสัชศาสตร์และต้องการจะได้รับการจดทะเบียนเป็นเภสัชกรรับอนุญาตจะต้องฝึกงานทางด้านเภสัชกรรมอย่างน้อย 1 ปี ก่อนสอบรับใบอนุญาตจากสมาคมเภสัชกรรมอังกฤษ (Royal Pharmaceutical Society of Great Britain)
  3. สหรัฐอเมริกาผู้ที่ผ่านการศึกษาเภสัชศาสตร์และต้องการจะได้รับการจดทะเบียนเป็นเภสัชกรรับอนุญาตจะต้องการสอบ 2 ด่านดังนี้

หน้าที่ของเภสัชกร


ส่วนมากเภสัชกรจะพบกับผู้ป่วยในจุดแรกด้วยการสอบถามปัญหาเกี่ยวกับสาธารณะสุขพื้นฐานโดยเฉพาะเกี่ยวกับยา การใช้ยา ผลข้างเคียงของยา ฯลฯ ดังนั้นหน้าที่ของเภสัชกรจึงคอนข้างกว้างซึ่งพอสรุปได้ดังนี้
  1. บริหารงานเกี่ยวกับการใช้ยาในทางคลินิก (clinical medication management)
  2. การเฝ้าติดตามสถานการณ์ของโรคเฉพาะ (specialized monitoring) ที่เกี่ยวกับยาและผลของยาทั้งโรคธรรมดาและซับซ้อน
  3. ทบทวนการใช้ยาอย่างละเอียดถี่ถ้วน (reviewing medication regimens)
  4. ติดตามการรักษาโรคอย่างต่อเนื่อง (monitoring of treatment regimens)
  5. ติดตามดูแลสุขภาพอนามัยทั่วไปของผู้ป่วย (general health monitoring)
  6. ปรุงยา (compounding medicines)
  7. ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับสุขภาพอนามัยทั่วไป (general health advice)
  8. ให้การศึกษาแก่ผู้ป่วยเป็นการเฉพาะ (specific education) เกี่ยวกับสถานการณ์ของโรคและการรักษาด้วยยา
  9. ตรวจสอบเพื่อป้องกันความผิดพลาดในการจ่ายยา (dispensing medicines) ตามใบสั่งแพทย์
  10. ดูแลจัดเตรียม(provision)ยาที่ไม่ต้องมีใบสั่งแพทย์(non-prescription medicines)
  11. ให้คำปรึกษาและแนะนำผู้ป่วยถึงการใช้ยาให้มีประสิทธิภาพสูงสุด(optimal use of medicines)
  12. แนะนำและรักษาโรคพื้นๆทั่วไป(common ailments)
  13. ส่งต่อผู้ป่วยไปยังวิชาชีพสาธารณะสุขอื่นที่ตรงกับโรคของผู้ป่วยมากกว่าถ้าจำเป็น
  14. จัดเตรียมปริมาณยา (dosing drugs) ในผู้ป่วยตับและไตล้มเหลว
  15. ประเมินผลการเคลื่อนไหวของยาในผู้ป่วย (pharmacokinetic evaluation)
  16. ให้การศึกษาแก่แพทย์ (education of physicians) เกี่ยวกับการใช้ยาอย่างถูกต้อง
  17. ร่วมกับวิชาชีพทางด้ายสาธารณะสุขอื่นในการสั่งยา (prescribing medications) ให้คนไข้ในบางกรณี
  18. ดูแล จัดเตรียม จัดหา และรักษาเภสัชภัณฑ์ให้อยู่สภาพพร้อมใช้งาน (pharmaceutical care)

สาขาวิชาชีพเภสัชกรรม


สาขาวิชาชีพเภสัชกรรมพอจำแนกได้ดังนี้:

ลิงก์ที่เกี่ยวข้อง


ลิงก์ภายนอก


เภสัชกรรม

Farmacèutic | Apotheker | Pharmacist | Farmacéutico | Pharmacien | Gyógyszerész | Pharmaceutico | 薬剤師 | Vaistininkas | Aftheiker | Apotheker | Farmaceuta | Farmacêutico | Apotekare | 药剂师

 

This article is licensed under the GNU Free Documentation License. It uses material from the "เภสัชกร".

Home Pageartsbusinesscomputersgameshealthhospitalshomekids & teensnewsphysiciansrecreationreferenceregionalscienceshoppingsocietysportsworld